หลังจากปี 2012 ที่ Sony เพิ่งแยกทางกับ Ericsson และกำลังเปิดแนวทางใหม่เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับ Xperia จนเป็นจุดกำเนิดของซีรี่ย์ NXT Series ซึ่งมีดีไซน์ทรงเหลี่ยมที่หลายคนคุ้นเคยจนได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของโซนี่จวบจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคอนเซ็ปต์อย่าง Omnibalance ใน Xperia Z หรือ Surface Loop ใน Xperia XZ แต่ก็ยังคงลักษณะเป็นมือถือทรงเหลี่ยมเช่นเคย ทว่าการมาถึงของ Xperia XZ2 อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการลบล้างความเคยชินกับมือถือเหลี่ยม ๆ ของ Sony ยุคใหม่

    Xperia XZ2 นั้นถูกดีไซน์ออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Ambient Flow ที่มีความโค้งมนตามุมและด้านหลังโค้งออกคล้ายทรงหลังเต่าเข้ากับอุ้งมือเราขณะหยิบจับ ซึ่งจะให้สัมผัสการใช้งานที่ดีกว่า ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ (ergonomic) และอาจจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่า Xperia ในรุ่นต่อๆไปจะฉีกดีไซน์ต่างไปจากเดิม เหมือนกับยุคของ Sony Ericsson อีกครั้ง

    กล่องได้เปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่เป็นกล่องสีขาวเป็นสีเงินมีลวดลายของ Xperia Loops รอบๆกล่อง แต่ขนาดและวัสดุที่ใช้ทำกล่องยังคงเหมือนเช่นเดิม โดยภายในกล่องจะมีชุดหูฟัง MH-750, อะแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบธรรมดา (UCH20) และสายแปลง USB Type-C เป็นแจ็คหูฟัง 3.5 mm เพราะในรุ่นนี้ได้ตัดช่องเสียบหูฟังออกไปแล้วนั่นเอง

    Xperia XZ2 มาพร้อมหน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (1080 x 2160 พิกเซล) โดยได้เปลี่ยนอัตราส่วนหน้าจอเป็น 18:9 ทำให้มีความยาวมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนขอบล่างและขอบบนถูกปรับให้บางลง ใช้หน้าจอชนิด IPS LCD รองรับการแสดงผลแบบ HDR มาพร้อมเทคโนโลยี Triluminos Display for mobile ที่จะให้สีสันมากกว่าจอทั่วไป 30% และใช้เอ็นจิ้นจัดการภาพ X-Reality for mobile ตัวใหม่ที่รองรับการปรับปรุงสัญญาณภาพจาก SDR ให้เทียบเท่า HDR (แปลงไฟล์วีดีโอทั่วไปให้มีการไล่สีเทียบเท่าไฟล์ HDR เพื่อให้หน้าจอ HDR ของ Xperia XZ2 แสดงประสิทธิภาพได้เต็มที่นั่นเอง)

    หน้าจอของ Xperia XZ2 ถูกครอบด้วยกระจก 2.5D ใช้กระจก Corning Gorilla Glass 5 แถบด้านบนเมื่อมองจากซ้ายมือจะเป็นไฟ LED Notification ถัดมาเป็น Proximity sensor และลำโพงสนทนา ส่วนกล้องหน้าจะอยู่มุมขวา ความละเอียด 5MP

    สำหรับด้านหลัง เป็นกระจก Corning Gorilla 5 ชนิดเดียวกับหน้าจอ แต่จะเป็นแบบ 3D ที่มีลักษณะโค้งมากกว่า (หลังเต่า) โดยตำแหน่งการวางกล้องจะเปลี่ยนจากมุมบนซ้ายมาอยู่ตรงกลางแทน แต่จะถูกวางในตำแหน่งที่ต่ำลงมา ซึ่งก็มีข้อดีตรงที่ว่า เวลาเราถือเครื่องในแนวนอนจะไม่ต้องกลัวว่านิ้วมือจะไปโดนกล้อง แต่ข้อเสียก็คือมันจะอยู่ใกล้ตำแหน่งที่ต้องสัมผัสกับพื้นมากขึ้นทำให้ต้องระมัดระวังสักหน่อยในการวาง ซึ่ง Xperia ในรุ่นหลังๆก็เปลี่ยนเลนส์มาใช้วัสดุที่เป็นกระจกแล้ว ทำให้มีความทนทานเป็นรอยได้ยากมากขึ้น

    อีกหนึ่งจุดที่เปลี่ยนไปคือ เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือจากเดิมที่ใช้ร่วมกับปุ่ม power บริเวณด้านข้างของเครื่อง Sony ได้ทำการย้ายมาอยู่ที่ด้านหลังตามสมัยนิยม ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องปรับตัวกันสักนิด โดยตำแหน่งการวางนั้นถ้าเทียบกับสมาร์ทโฟนทั่วไปในตลาด จะถือว่าต่ำกว่าพอสมควร (วางอยู่เกือบกลางเครื่อง) จากที่ลองใช้งานด้วยท่าการจับสมาร์ทโฟนทั่วไปแล้วน่าจะมีเพียงนิ้วชี้นิ้วเดียวที่สามารถแตะที่ตำแหน่งนั้นได้ ต่างจากเมื่อก่อนที่อยู่ตำแหน่งปุ่ม power สามารถใช้นิ้วโป้ง ชี้ กลาง สแกนแทนกันได้อย่างสะดวก แต่รอบนี้ก็มีข้อดีตรงที่ไม่ต้องกดปุ่ม power ก่อนแล้วจึงค่อยสแกนนิ้วแบบเมื่อก่อนแล้ว สามารถสแกนนิ้วเพื่อปลดล็อคได้เลยแม้ขณะหน้าจอดับอยู่

    หลังจากใช้ไปสักพักจะชินและรู้สึกว่าสแกนง่ายกว่าปุ่มสแกนนิ้วที่อยู่บริเวณช่วงบนของด้านหลังตัวเครื่อง เพราะว่าส่วนมากเราจะถือมือถือด้วยตำแหน่งที่มืออยู่ต่ำอยู่แล้วเพื่อการพิมพ์ที่สะดวก แค่งอนิ้วเข้ามาก็จะแตะสแกนนิ้วได้พอดี แต่จุดที่ขัดใจกลับเป็นปุ่มเพิ่มลดเสียงแทน เพราะมันถูกย้ายไปตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม ทำให้การจะเอื้อมนิ้วขึ้นไปกดนั้นทำได้ยากขึ้น

    กล้องหลังมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ Exmor RS IMX400 ความละเอียด 19MP ตัวเดียวกันกับ Xperia XZ1 ที่มีเทคโนโลยี Motion Eye โดยมาพร้อมกับเลนส์ G มุมกว้าง 25 มม. f / 2.0 และเอ็นจิ้นประมวลผลภาพ BIONZ for mobile เช่นเดิม ถัดขึ้นไปด้านบนจะเป็นเซ็นเซอร์ Triple Image Sensing ที่ได้เปลี่ยนรูปแบบการจัดวางเป็นแนวตั้งแทน และด้านข้างเซ็นเซอร์จะเป็นตำแหน่งของ NFC

    ด้านข้างใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียม โดยมีแถบเรซินให้สัญญาณผ่านบริเวณด้านบนของเฟรม ส่วนปุ่มกดมองจากบนลงล่างจะเป็น ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ถัดมาเป็นปุ่ม power ซึ่งเป็นปุ่มทรงแบน เช่นเดียวกับปุ่มชัตเตอร์ด้านล่าง โดยปุ่มชัตเตอร์ยังคงเป็นปุ่มกดแบบ 2 จังหวะ (โฟกัส + ชัตเตอร์) เช่นเดิม สามารถกดค้างเพื่อเข้าสู่แอปกล้องได้ภายใน 0.6 วินาที สามารถยกมือถือมาแล้วกดถ่ายได้เลย ทำให้ไม่พลาดช็อตสำคัญ

    ส่วนอีกด้านนั้นเป็นขอบเรียบๆ ไม่มีอะไร มีเพียงแถบเรซินให้สัญญาณผ่านด้านบนเท่านั้น

    ด้านบนไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม. อีกต่อไป โดยมันได้ถูกแทนที่ด้วยช่องถาดใส่ SIM และ micro SD card แทนโดยถาดที่ใช้จะเป็นแบบ Hybrid คือช่องนึงสำหรับใส่ SIM1 ส่วนอีกช่องต้องเลือกระหว่าง SIM2 หรือ micro SD card เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ว่ารอบนี้เวลาถอดถาดซิมออกโดยไม่มี SIM เครื่องจะไม่รีสตาร์ทแล้วนะ แต่จะรีสตาร์ทเมื่อทำการใส่ SIM เข้าอีกครั้ง (ถือเป็นการพัฒนาเล็ก ๆ) ส่วนรูเล็ก ๆ คือ ไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวนหรืออัดเสียงแบบ Stereo

    ด้านล่างมีพอร์ต USB Type-C เวอร์ชั่น 3.1 Gen 1 ส่วนรูเล็ก ๆ ด้านข้างคือไมโครโฟนสนทนา แถบช่องยาวด้านหน้าคือช่องลำโพงตัวที่สองที่จะอยู่ระหว่างหน้าจอและเฟรมของเครื่อง ด้านซ้ายและขวาจะมีแถบเรซินให้สัญญาณผ่านเข้า รวมกับด้านบนเป็นทั้งหมด 4 แถบ รอบตัวเครื่องพอดี

    หลังจากใช้งานมาสักพักนึง Xperia XZ2 นั้นทำขนาดมาได้พอดีมือ การจับถือใช้งานทั่วไปทำได้สะดวก แม้ว่าขนาดหน้าจอจะใหญ่ขึ้นและหันมาใช้อัตราส่วน 18:9 ตามสมัยนิยมแล้ว แต่ตัวเครื่องยังคงขนาดไม่ต่างจากเรือธงตัวก่อนๆอย่าง Xperia XZ1 ดีไซน์ Ambient Flow นั้น ด้านหลังมีความโค้งเข้ากับอุ้งมือพอดี แต่เวลาเล่นจริงส่วนมากผมมักจับในตำแหน่งที่ต่ำเพื่อที่จะพิมพ์ข้อความได้สะดวก ๆ ก็พบว่าตัวเครื่องนั้นมีโอกาสลื่นหลุดมืออยู่พอสมควร ทางที่ดีหาเคสมาใส่ให้กระชับมือก็ดีครับ

    สำหรับใครที่คิดตอนแรกกว่าเครื่องต้องหนาแน่ ๆ ความจริงไม่หนาขนาดนั้นครับ แต่เขาวัดความหนาจากหน้าจอไปจุดที่โค้งที่สุดเลย ทำให้ตัวเลขสเปคที่ออกมาดูหนาเท่านั้นเอง ขอบเครื่องจริงมีขนาดพอ ๆ กับ Xperia Z3 เท่านั้น

    ตัวเครื่องยังคงพกพาง่ายเหมือนเดิม แต่อาจจะต้องหันหน้าจอเข้าหาตัวเพราะว่าหลังที่โค้ง ถ้าหันด้านหลังเข้าโทรศัพท์จะดันกางเกงแปลกๆ แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าถ้าหันหน้าจอเข้าข้างในมันจะติดและทัชเอง เพราะว่าใน Xperia XZ2 มีตัวเลือก Disable touchscreen with screen off ทำให้หน้าจอจะไม่ติดเองขณะที่ใส่ในกระเป๋ากางเกงแล้วครับ

    อีกปัญหาที่ผมเจอคือมันชอบลื่นออกจากกางเกงหรือตำแหน่งที่เราวางเอง หากพื้นผิวนั้นเรียบและเป็นผิวลื่น ซึ่งก็ดูจะเป็นไปตามชื่อคอนเซ็ปต์ Ambient Flow จริงๆ ดังนั้นใครกระเป๋ากางเกงตื้นก็ต้องระวังไม่ให้มือถือไหลออกมาและเผลอลงจากรถ Taxi โดยไม่รู้ตัวก็พอ 😛

    นับเป็นการฉีกดีไซน์อีกครั้งของ Xperia ที่ต้องยอมรับว่ามีทั้งกระแสตอบรับทั้งบวกและลบจากแฟนคลับ แต่เท่าที่ลองจับใช้งานดูพบว่าการถือใช้งานสามารถจับได้สะดวก กระชับมือมากขึ้นเพราะถึงแม้ว่าเครื่องจะมีขนาดหนาขึ้นเป็น 11.2 มม. เพราะหลังเต่าแต่ขอบข้างที่บางลงและจอขอบโค้ง 2.5D ที่โค้งมนเข้ากับโครงเครื่องและกระจกด้านหลังแล้วกลับให้ความรู้สึกที่ดีในการถือใช้งานกว่าที่เคย ตำแหน่งกล้องใหม่ที่ย้ายมาอยู่ตรงกลาง แต่ด้วยความที่กล้องอยู่ต่ำข้อเสียที่พบก็จะเป็นเวลาถ่ายภาพชอบติดขอบนิ้ว(อันนี้ต้องปรับตัวซักพักเพราะเราชินกับกล้อง Xperia ที่จะอยู่สูงชิดด้านซ้ายและเราชอบจับมือถือแบบกำทำให้นิ้วชี้ชอบเข้าไปใกล้ตำแหน่งกล้องทุกที) ส่วนเรื่องตำแหน่งสแกนลายนิ้วมือที่อาจจะอยู่ต่ำไปซักหน่อยทำให้คิดว่าการใช้งานอาจไม่ค่อยสะดวก แต่หลังจากใช้ไปจะเริ่มชินกับจุดการสแกนนี้แน่นอนครับ

    Xperia XZ2 มาพร้อมกับชุดชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 845 แบบ 64-bit Octa-core ซึ่งมีความแรงและประหยัดพลังงานยิ่งกว่าเดิม ส่วน RAM ยังมีขนาด 4GB อยู่ รองรับการเชื่อมต่อ 5CA LTE, 4×4 MIMO ความเร็วดาวน์โหลดข้อมูลผ่าน LTE สูงสุด 1.2 Gbps เราลองไปดูสเปคเต็ม ๆ ด้านล่างได้เลย

Specification

  • หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 845 64-bit Octa-core
  • RAM 4GB
  • หน่วยความจำภายใน 64GB ชนิด UFS ที่สามารถอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าเดิม (เหลือใช้งานจริง 49GB) รองรับ microSDXC ได้สูงสุด 400GB
  • จอแสดงผล 5.7 นิ้วแบบ HDR อัตราส่วน 18:9 ที่ความละเอียด Full HD+ (1080 x 2160) Triluminos display มาพร้อมเอนจิ้นจัดการภาพ X-Reality
  • มาพร้อม Android 8.0 Oreo
  • กล้องหลังความละเอียด 19MP Motion Eye ใช้เซ็นเซอร์ Exmor RS ขนาด 1/ 2.3 นิ้ว รองรับการถ่ายวีดีโอ 4K แบบ HDR, ถ่าย Super Slow motion 960p แบบ Full-HD และมาพร้อม Triple sensor technology เช่นเดิม
  • กล้องหน้าความละเอียด 5MP Exmor RS ขนาด 1/5 นิ้ว เลนส์ F2.2 มุมกว้างการถ่ายภาพ 23 มม.
  • การเชื่อมต่อ รองรับ Bluetooth 5.0, NFC, DLNA Certified
  • ระบบเสียงรองรับ Hi-res audio มาพร้อมเทคโนโลยี DSEE HX, LDAC, Clear Audio+, S-Force Front Surround และการบันทึกเสียงแบบ Stereo
  • แบตเตอรี่ขนาด 3180 mAh มาพร้อมระบบประหยัดพลังงาน Smart STAMINA, Qnovo adaptive charging, Battery care รองรับ Quick Charge 3.0 และ Wireless charging (Qi)
  • มาตรฐานการกันน้ำ IP65/68
  • ขนาดตัวเครื่อง 153 x 72 x 11.1 มม. หนัก 198 กรัม
  • มีทั้งหมด 4 สีให้เลือก ดำ, เงิน, เขียว และ ชมพู

    จอภาพ LCD ขนาด 5.7 นิ้วความละเอียด Full-HD+ อัตราส่วน 18:9 ช่วยให้ภาพที่ได้เต็มตากว่าเดิม มีเทคโนโลยี Triluminos Display ช่วยให้แสดงเฉดสีได้มากขึ้น 30% และ Dynamic contrast enhancer ทำให้การแสดงผลบนหน้าจอสมจริงยิ่งขึ้น รองรับการแสดงผลแบบ HDR ทำให้การไล่เฉดสี ระดับจากสว่างไปมืดได้ดีกว่าจอภาพทั่วไป ซึ่งใน Xperia XZ1 หรือ XZ Premium นั้นจะต้องเป็น Content ที่เป็น HDR เท่านั้นจึงจะสามารถแสดงผลเป็น HDR ได้ แต่ใน Xperia XZ2 นั้นมีฟีเจอร์ X-Reality for mobile ตัวใหม่ที่จะช่วยแปลงภาพจาก SDR (ไฟล์วีดีโอทั่วไป) ให้แสดงผลได้เหมือนไฟล์ HDR ได้เลยทำให้เราสามารถดู content ต่างๆแบบ HDR ได้ทั้งหมด โดยรองรับการแสดงผลที่มาตรฐาน HDR10

    หน้าจอแสดงผลสามารถแสดงขอบเขตของสีได้กว้างกว่ามาตรฐาน sRGB ที่ 138% แต่ก็มาพร้อมกับโหมด Professional ซึ่งจะทำให้จอแสดงผลด้วยขอบเขตสีตามมาตรฐาน sRGB 100% เพื่อให้สะดวกต่อการนำภาพไปใช้ต่อบนอุปกรณ์อื่นๆได้โดยมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด

    ถ้าเราตั้งเป็น Standard mode ก็จะใช้เทคโนโลยี TRILUMINOS มาช่วยทำให้สีสันของภาพสวยขึ้นอีกระดับแสงเงา ความอิ่มตัวของสีดีขึ้น หรือถ้าใครต้องการสีสันสดๆ แบบไม่หลอกตาจนเกินไปก็สามารถปรับไปใช้โหมด Super-vivid ได้เช่นกัน

    ลำโพงยังคงเป็นแบบคู่ 2 ตัว Stereo เช่นเดิม โดยลำโพงล่างจะเปลี่ยนตำแหน่งมาไว้ชิดขอบแบบ Xperia Z5 แต่เสียงที่ได้นั้นโซนี่เครมว่าดังกว่าตัวเดิมถึง 30% ซึ่งจากที่รองใช้งานก็ดังขึ้นกว่าตัวก่อน ๆ อยาสงชัดเจนเรื่องของเสียงก็ยังชูจุดเด่นด้าน Hi-res เช่นเคย โดยใน Xperia XZ2 นั้นได้ตัดช่องหูฟัง 3.5mm ทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว (แต่ก็มีสายแปลง Type-C to 3.5mm มาให้ใช้ในกล่องนะ) โดยสายที่แถมจะไม่มี DAC ในตัวเพราะโซนี่บอกว่ามี DAC อยู่ในตัวเครื่องและสามารถแปลงส่งสัญญาณอนาล็อกมาที่พอร์ต Type-C ได้โดยตรง

    และอีกเทคโนโลยีอย่าง DSEE HX ที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพไฟล์เสียง เพื่อชดเชยรายละเอียดของเสียงที่เสียไปในการบีบอัดเพลงให้ได้เสียงใกล้เคียงกับไฟล์ Hi-res หรือเทคโนโลยี LDAC ที่จะช่วงให้การฟังเพลงผ่านหูฟัง Bluetooth ที่มีเทคโนโลยีนี้มีความละเอียดสูงสุดที่ 24bit/96kHz ก็ยังคงใส่มาให้เช่นเดิม

    นับว่าเป็นไม่กี่รุ่นที่ขายในไทยและใช้ Snapdragon 845 ตัวแรงในตอนนี้ มาพร้อมกับชิปประมวลผลกราฟฟิคตัวใหม่อย่าง Adreno 630 ซึ่งสเปคขนาดนี้เล่นเกมยอดฮิตอย่าง ROV หรือ PUBG ได้อย่างสะดวก ไม่ต้องกลัว Framerate ตก โดย ROV ลองปรับสูงสุดและเปิด High Framerate ก็ทำได้นิ่งๆที่ 55-60 fps เกือบตลอดแม้ช่วงตะลุมบอลกันก็ตาม หรือเกมที่ต้องโหลดแผนที่กว้างๆอย่าง PUBG ก็เล่นได้ลื่นๆ ใช้ Scoops x8 ส่องหาศัตรูได้โดยไม่สะดุด

    ลูกเล่นใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Xperia XZ2 นั่นก็คือ Dynamic Vibration System ซึ่งจะสั่นตามจังหวะเบสของเสียงทุ้มของตัวเครื่องขณะที่เราดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกม (คล้ายๆการทำงานของ Dualshock ของ PlayStation) ซึ่งจะเป็นการใช้งานมอเตอร์สั่นแบบใหม่ในชื่อ “Haptic” ซึ่งจะเพิ่มอรรถรสในการใช้งานมากขึ้น

    โดยมอเตอร์แบบใหม่นี้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวก่อน เพิ่มย่านการสั่นได้มากกว่าและระบุเวลาสั่นได้แม่นยำขึ้น ทำให้จำลองสถานการณ์การสั่นต่างๆในกิจกรรมที่ใช้เสียงของเครื่องได้ โดยจะสั่นตามเสียงทุ้มเมื่อฟังเพลงหรือเปิดดูหนัง (แนะนำให้ลองดูหนังสงคราม จะช่วยเพิ่มอรรถรสการรับชมได้อย่างมาก) ส่วนเกมที่รองรับระบบสั่นตอนนี้จะมีในลิสนี้ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสนุกในการเล่นได้เยอะเลยล่ะ

    แต่ฟีเจอร์นี้ยังไม่รองรับการเล่นเกมอื่นๆนอกจากลิสข้างบนซึ่งตรงนี้ก็ต้องรอการอัพเดทกันในอนาคค แค่คิดว่าเล่น ROV แล้วเครื่องสั่นตามจังหวะการบวกและนัวสกิลใส่กันก็ฟินแล้ว

    แต่เห็นสเปคแรงขนาดนี้ อย่าเพิ่งกังวลว่าจะบริโภคแบตเตอรี่ตามความแรง เพราะว่า มาพร้อมกับโหมดประหยัดพลังงาน STEMINA Mode ที่จะคอยจัดสรรพลังงานของเครื่องให้สามารถใช้งานได้ยาวนานที่สุด โดยจากการลองใช้งานโทรศัพท์ทั่วไป เล่นโซเชียวเกม สลับไปมา ดูวีดีโอจาก Youtube แบตก็ยังคงใช้งานได้ 1 วันสบายๆ แต่แอบลดไวเหมือนกันตอนเล่น PUBG และแอป Battery นั้นยังได้รับการปรับปรุงใหม่ ไม่คำนวนแบตเตอรี่แบบโอเวอร์ใช้ได้เป็นสิบวันแบบก่อนอีกแล้ว แต่จะคำนวนเวลาใช้งานที่เหลืออยู่จากพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้

    Xperia XZ2 ยังคงรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วอย่าง Quick Charge 3.0 อยู่เช่นเดิม แต่คราวนี้ได้เพิ่มการชาร์จแบบไร้สายเข้ามาในตัวด้วย (หลังจากที่เคยผลักดันการชาร์จไร้สายตอน Xperia Z2 แต่ต้องใส่เคสที่รองรับเท่านั้นแล้วไปไม่รุ่งเท่าไร)

    และยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่อย่าง Battery Care มาให้โดยระบบจะทำการบันทึกช่วงเวลาการชาร์จของแต่ละวันไว้และคำนวนว่าควรหยุดชาร์จตอนไหนและตอนไหนที่เราใกล้จะใช้งานจะทำการชาร์จต่อจนเต็ม 100% ช่วยให้ไม่มีการอัดกระแสไฟตลอดที่เวลาที่เราเสียบซึ่งจะเป็นการสูญเสีย Cycle time แบตเตอรี่โดยไม่จำเป็น

    ส่วนอีกฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นมาในรุ่นนี้คือการชาร์จไร้สาย โดยใช้เทคโนโลยีชาร์จตัวใหม่ตามมาตรฐานของ Qi ที่กำหนดโดย WPC (Wireless Power Consortium) โดยภายในหลังเต่าของ Xperia XZ2 จะมีขดลวดทองแดงสำหรับรับกระแสเหนี่ยวนำจากแผ่น Wireless Charge ติดตั้งอยู่ ซึ่งการรองรับมาตรฐาน Qi นี้เป็นข้อดีอีกอย่างที่เราสามารถซื้อแท่นชาร์จของแบรนด์ไหนก็ได้ที่รองรับมาตรฐาน Qi ก็สามารถใช้ชาร์จได้เลย

    โดยจากที่ลองใช้คู่กับ Nillkin Magic Disk 4 สามารถชาร์จได้รวดเร็วได้ไม่ต่างจากการชาร์จผ่านสายแบบธรรมดา และเมื่อใช้คู่กับอแดปเตอร์ Quick charge สามารถใช้ชาร์จได้ถึง 10 Watt หลังจากลองใช้ดูสักพักสังเกตุได้ว่าเมื่อชาร์จเสร็จแล้วฝาหลังของ Xperia XZ2 จะมีอุณภูมิอุ่นเพียงเล็กน้อย ประกอบกับตัวขดลวดทองแดงกับแบตเตอรี่ใน Xperia XZ2 นั้นจะไม่ประกบกันโดยตรงแบบยี่ห้ออื่นๆ แต่จะมีชั้นอลูมิเนี่ยมกั้นอยู่ ทำให้หมดกังวนเรื่องความร้อนที่จะส่งผลกระทบกับอายุแบตเตอรี่ได้ และข้อสังเกตอีกอย่างนึงคือเมื่อเราลองชาร์จจน 100% แล้วทิ้งไว้บนแท่งชาร์จพักใหญ่ๆ เมื่อหยิบออกมาจะพบว่าฝาหลังยังมีอุณภูมิอุ่นเช่นเดิม เพราะว่าการชาร์จแบบ Wireless charge ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ไปติดต่อกับแท่นชาร์จโดยตรงให้ทำการตัดพลังงานเมื่อชาร์จมือถือเต็ม อันนี้ถ้าใช้แบบวางชาร์จทิ้งไว้ทั้งคืนอาจจะยังไม่เหมาะนัก แต่ผมลองนำมาใช้ในที่ทำงานก็สามารถใช้งานได้สะดวก หยิบโทรศัพท์มาโทรคุยงานเสร็จแล้วก็วางชาร์จไว้ที่เดิมได้เลย ไม่ต้องถอดเข้าถอดออกสายชาร์จให้ยุ่งยากอีกต่อไป

    การกันน้ำยังคงรองรับมาตรฐาน IP65/68 เช่นเดิม สามารถกันละอองน้ำหรือการนำไปล้างทำความสะอาดได้ แต่ไม่ควรนำลงไปแช่ในน้ำทะเลหรือน้ำที่มีสารเคมีเจือปน รอบนี้ไม่มีพอร์ตหูฟัง 3.5 มม. จุดที่ควรระวังก็เหลือแค่พอร์ต SIM card ที่ควรเช็คว่าปิดสนิททุกครั้งก่อนนำลงน้ำ และหลังจากลงน้ำเสร็จก็ต้องรอให้พอร์ต Micro USB Type-C แห้งสนิทก่อนเสียบชาร์จแบตเตอรี่

    อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Xperia XZ2 นั่นก็คือ “Lift to check device” หรือยกแล้วจอติดนั่นเอง ซึ่งอันนี้ก็ยังพอให้อภัยที่ตัด Tap to wake up อันแสนสะดวกออกไปได้บ้าง โดยถ้าเราหยิบมือถือขึ้นมาจอจะแสดงเวลาและ Notification บนหน้าจอสีดำเป็นระยะเวลาสั้น ๆ สะดวกสำหรับหยิบขึ้นมาเช็คเวลาหรือการแจ้งเตือนในช่วงเวลาสั้นๆ จะให้มันเข้าสู่โหมด Lock screen ก็แตะ 2 ครั้งหรือจะสแกนนิ้วเพื่อปลดล็อคเข้าสู่หน้า Home screen เลยก็ได้

    การใช้งานด้านสัญญาณ ยังคงรับสัญญาณได้ดี แต่ตอนทดสอบก็พบว่ามีปัญหาเรื่องการสวิตช์สัญญาณระหว่าง LTE และ LTE+ ของค่าย True ที่จะทำให้สัญญาณโทรศัพท์ไม่สเถึยร หลังจากที่สอบถามทางโซนี่ไทยได้รับคำตอบว่ากำลังประสานงานกับทาง True เพื่อแก้ไขปัญหาอยู่ครับ ส่วนค่ายอื่นไม่พบปัญหาอะไร รองรับเทคโนโลยี 5CA LTE, 4X4 MIMO ความเร็วดาวน์โหลดผ่าน LTE สูงสุด 1.2 Gbps และรุ่นนี้ยังรองรับ Dual 4G LTE standby กับ Deal Wi-Fi calling ด้วย สามารถจับสัญญาณ 4G ได้พร้อมกันทั้งสองซิม และสามารถสแตนบายด์ VoLTE ขณะที่เราต่อ Wifi อยู่ได้พร้อมกันทั้งสองซิมด้วย

    การใช้งาน GPS สามารถจับสัญญาณได้แม่นยำ ผมได้ลองใช้นำทางลงไปใต้ช่วงมรสุมซึ่งมีเมฆมาก แต่ก็ยังนำทางได้แม่นยำอยู่ ไม่พบอาการหน่วงหรือเลื่อนจากจุดที่อยู่แต่อย่างใด การใช้งานถ้าเข้าไปในตึกสัญญาณจะดรอปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

    กล้องยังคงใช้เซ็นเซอร์ IMX400 ความละเอียด 19MP เซ็นเซอร์ Exmor RS ขนาด 1/2.3 นิ้วเช่นเดียวกับ Xperia XZ1 เลนส์ที่ใช้จะเป็นเลนส์ G F2.0 มุมกว้าง 25 มม. ประมวลผลภาพด้วย BIONZ เช่นเดิม แต่ว่าตัวนี้จะดีขึ้นในเรื่องการจัดการนอยด์เพราะตัวประมวลผลภาพ Spectra 280 ที่มีใน Snapdragon 845 และการกันสั่น EIS ยังทำงานได้ดีกว่าเดิมด้วย

    ใช้เซ็นเซอร์รุ่น Exmor RS IMX400 ตัวเดียวกับ Xperia XZ1 และยังมาพร้อมกับชั้นแรมในตัวเซ็นเซอร์ (Memory Stacked Sensor) ทำให้สามารถเก็บภาพที่ถ่ายได้ไว้ในหน่วยความจำได้ชั่วคราวเช่นเดิม ทำให้สามารถถ่ายวีดีโอแบบ Super Slow-motion 960 fps ได้หรือฟังก์ชั่นถ่ายภาพอัตโนมัติ 4 ช็อต (เต็มความละเอียด) เพื่อกันพลาดช็อตสำคัญก็ยังมีอยู่เช่นเดิม โดยจะสุ่มถ่ายทั้งหมด 3 ภาพก่อนเรากดชัตเตอร์

    ภาพถ่ายตอนกลางวันใน Xperia XZ2 ถ้าเทียบกับ XZ1 คงยังไม่เห็นความแตกต่างมากนัก โดยภาพจะให้สีโทนสดใสและดูสว่างกว่าปกติ รวมถึงมีฟังก์ชั่นลดความเบี้ยวของภาพมาให้ใช้กันแล้ว โหมด Superior Auto ยังเลือกปรับปรุงโทนสีของภาพได้ตามสถานการณ์ได้ดี ไม่ว่าจะภาพวิวหรืออาหาร ส่วนโหมด Manual นั้นยังเหมือนเดิม ลากสปีดได้ตั้งแต่ 1/4000 – 1 วินาที แต่มีจุดที่เปลี่ยนคือปลดล็อคให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถปรับ ISO ได้ตั้งแต่ 50 ถึง 12800 แล้ว ไม่ล็อคเฉพาะ Superior Auto อีกต่อไป

    ภาพถ่ายกลางคืน ในการเห็นผมถือว่าทำได้ดีขึ้น สามารถถ่ายภาพบรรยากาศยามค่ำคืนโดยที่ไม่เร่งแสงจนแสงของหลอดไฟจ้าแบบรุ่นก่อนๆ สามารถเก็บวัตถุต่างๆได้ดี ไม่ค่อยมีอาการ shutter lag เนื่องจากเปิดรูรับแสงนานแล้ว แต่ถ้าถ่ายวัตถุที่เคลื่อนไหวเร็วๆก็จะมีอาการเบลออยู่ White Balance ที่ได้จัดว่าตรงกับความเป็นจริงอยู่ ไม่ค่อยออกอมโทนฟ้าเท่าไรนัก

    เมื่อถ่ายภาพอาหารด้วยโหมด Superior Auto กล้องจะทำการปรับโทนภาพให้ออกส้มเล็กน้อย และเร่งสีอาหารให้ดูน่ากินมากยิ่งขึ้นน

    การถ่ายย้อนแสงในโหมดออโต้นั้นทำได้ดีกว่าก่อน สามารถเปิดรายละเอียดในส่วนที่มืดได้ดี ไม่ต้องเปลี่ยนโหมดมาใช้ Manual แล้วเปิด HDR เองแล้ว

    อีกฟีเจอร์นึงที่หลาย ๆ สมาร์ทโฟนในปัจจุบันเริ่มโปรโมทกันคือ Zoom ซึ่งใน Xperia XZ2 ก็จะมี Clear Image Zoom ได้ 5 เท่าโดยไม่เสียรายละเอียด (ได้มากสุด 8 เท่า) โดยจะใช้หลักการของ Digital Zoom และใช้กันสั่นมาช่วยในการประมวลผล โดยภาพที่ได้จะเป็นภาพที่เต็มความละเอียดที่ตั้งไว้

    ส่วนการถ่ายภาพรัวแบบ Burst shot ยังคงมาพร้อมฟีเจอร์ Autofocus Burst ที่ถ่ายได้สูงสุด 100 ภาพต่อครั้ง โดยที่มีออโต้โฟกัสติดตามวัตถุที่เราเลือกโฟกัสไว้ ทำให้ถ่ายภาพต่อเนื่องได้โดยไม่มีอาการหลุดโฟกัส และเมื่อปล่อยไว้สักพักก็สามารถกดถ่ายต่อได้เลย เป็นอีกฟีเจอร์ที่ใช้ประโยชน์จาก DRAM บนเซ็นเซอร์กล้อง เพื่อให้เราไม่ต้องคอยมาหาจังหวะที่จะถ่ายภาพ ถ่ายรัวๆแล้วค่อยมาเลือกทีหลังเอา เพราะภาพที่ได้นั้นถ่ายที่ความละเอียดที่เราเลือกไว้เลย แน่นอนว่านี่เป็นฟีเจอร์พิเศษที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่นรองรับ

    เมื่อถ่ายเสร็จสามารถสร้างเป็น Animation เคลื่อนไหวคล้ายๆ Stop motion ได้ด้วย

    วีดีโอยังมาพร้อมกับระบบกันสั่น 5-axis stabilization รองรับการถ่ายวีดีโอที่ความละเอียด Full-HD 1080p หรือ 4K โดยในรุ่นนี้ได้เพิ่มการถ่ายวีดีโอแบบ HDR มาด้วย โดยจะใช้การถ่ายวีดีโอแบบ 2 ภาพทั้งส่วนมืดและส่วนสว่างเพื่อนำมาประมวลผลในเฟรมเดียวกัน โดยไฟล์ที่ได้จะเป็นมาตรฐาน HDR เป็นแบบ HLG (Hybrid Log Gamma) รองรับการบันทึกไฟล์ทั้งฟอร์แมต H.264 และ H.265

เทสกันสั่นที่ความละเอียด 1080p โดยเปิดกันสั่นแบบ Intelligent active เดินถือถ่ายด้วยมือ

อันนี้ลองเทสถ่ายระหว่างที่นั่งรถตุ๊ก ๆ ซึ่งความจริงกระเทือนมากจากที่ลองใช้อีกยี่ห้อนึงถ่ายวีดีโอที่ออกมานั้นสั่นแบบเหวี่ยงตลอดเวลา ต่างจาก Xperia XZ2 ที่จะเกิดการสั่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจากการกระแทก

ลองถ่ายภาพย้อนแสงตอนเย็นจะเห็นได้ว่าส่วนที่ย้อนแสงภาพไม่มืดมากแบบก่อนแล้ว สามารถเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

    3D Scan ยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก (ถ่ายยากเหมือนเดิม T_T) โดยการถ่ายต้องทิ้งระยะห่างวัตถุที่ต้องการสแกนและฉากหลังพอสมควรและฉากหลังถ้าจะให้ดีควรเป็นพื้นที่เรียบ โทนสีเดียวจะช่วยให้สแกนง่ายขึ้น

    แต่ใน Xperia XZ2 ได้เพิ่มฟีเจอร์การสแกนเข้ามาอีกหนึ่งโหมดคือ Selfie scan หรือการสแกนใบหน้าตัวเองด้วยกล้องหน้านั่นเอง ไม่ต้องให้คนอื่นช่วยแล้ว วิธีใช้แค่เล็งหน้าที่ตรงบล็อคที่แอปบอกแล้วจัดการแพนกล้องคล้ายๆถ่ายเซลฟี่ไปด้านซ้ายและขวา จากนั้นแพนเก็บรายละเอียดพื้นผิวอีกทีก็จะเสร็จขั้นตอน ตรงนี้แนะนำว่าหาพื้นที่ ที่แสงเพียงพอแล้วใช้กำแพงสีขาวหรือสีที่ตัดกับสีผิวและผมเป็นฉากหลังจะช่วยให้สแกนได้ง่ายขึ้น

    และเดียวนี้ยังสามารถอัพ 3D Scan ที่เราสแกนแล้วขึ้นโชว์บนโซเชียวอย่าง Facebook ได้ด้วย บอกลาการถ่ายรูปหรือวีดีโอโชว์อาหารที่กินได้เลย เดียวนี้เขาสแกน 3D โชว์กันแล้ว 😛

    กล้องหน้าอาจเป็นจุดที่โดนหลายคนว่ามากกว่าการเปลี่ยนดีไซน์ เพราะทำการลดสเปคจาก 13MP เหลือเพียง 5 MP เท่านั้น (4MP หากถ่ายด้วยอัตราส่วน 16:9) ซึ่งการใช้งานจริงพบว่าโทนหรือความคมชัดของภาพยังอยู่ในเกณฑ์ดีไม่ต่างจากเดิมเท่าไร จะมีข้อเสียจริงๆก็ตรงความละเอียดที่ลดลง เวลาจะ crop ภาพแล้วมันแตกนี่แหละ แต่ยังมาพร้อมฟังก์ชั่น Smile shutter, Hand shutter และมีโหมด Soft skin ช่วยปรับให้หน้าเนียนเช่นเคย

    Xperia XZ2 มาพร้อม Android™ Oreo 8.0 จากโรงงาน แน่นอนมันรองรับฟีเจอร์ Project Treble ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้าง Android ใหม่เพื่อแยกโค้ดจากชิปเซ็ตและผู้ผลิตโทรศัพท์ออกจากกันทำให้สามารถอัพเดทเวอร์ชั่น Android ได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น จากที่รองอัพเดทใน Xperia XZ2 พบว่าสามารถดาวน์โหลดตัวอัพเดทมาลงแล้วจัดการติดตั้งอัพเดทโดยไม่ต้องปิดเครื่อง สามารถใช้งานมือถือได้ตามปกติ เมื่อซอฟแวร์อัพเดทติดตั้งเสร็จแค่รีสตาร์ทเครื่องหนึ่งครั้งก็ถือเป็นการเสร็จการอัพเดทเลย UI ยังคล้ายกับของ Android Pure เหมือนเดิม ปุ่มต่างๆยังคงเอกลักษณ์ของ Xperia

    หน้าจอ Lock Screen จะเป็นการสไลด์ธรรมดา มี Clock widget ตัวใหม่มาให้ใช้งาน Wallpaper รอบนี้มาในเดียวกับชื่อของโทนสีคือ Liquid โดยจะเป็นของเหลวเคลื่อนที่ไปมา สามารถเลือกเปลี่ยนนาฬิกาได้โดยการกดค้าง โดยมีให้เลือก 4 แบบ ไม่สามารถโหลด Widget อื่นๆมาไว้ในหน้า lock screen ได้

เมื่อปลดล็อคเข้ามาก็จะเป็นหน้า Xperia Home โดยยังคงเหมือนกับตัวก่อนๆ สามารถกดค้างเพื่อจัดการเพิ่ม/ลบหน้าหรือเพิ่ม Widget การตั้งค่าต่าง ๆ ของ Home Screen สามารถเข้าไปตั้งค่าได้จากส่วนนี้ โดยการตั้งค่าก็จะเป็นการตั้งค่า Launcher ทั่วไปตั้งแต่การปรับเปลี่ยนขนาด icon หรือตั้งตารางการแสดงผลหน้าจอให้เป็นรูปแบบตาราง  3×4 ไปจนถึง 5×6 หรือตั้งค่าให้เลื่อนซ้ายสุดเป็น Google Now ได้

    App drawer แต่ได้เพิ่มคำสั่งลัดเมื่อเรากดค้างในแต่ละแอปจะสามารถเลือกไปยังเมนูต่างๆได้เลย ไม่ต้องเข้าไปเลือกในแอปอีกที แต่ฟีเจอร์นี้ยังคงรองรับแค่แอปของ Google ส่วนการจัดเรียง หรือลบแอปสามารถจิ้มค้างที่แอปนั้น ๆ ได้เช่นเคย

     Notification ที่ได้เปลี่ยนใหม่ นอกจากจะสไลด์เพื่อลบแล้วยังสามารถตั้งให้มันแจ้งเตือนเราอีกครั้งได้ และเมื่อกดที่ข้อความที่เข้ามาเราสามารถตอบกลับที่หน้า Notification โดยที่ไม่ต้องเข้าไปตอบในแอป เมื่อดึงลงมาอีกครั้งจะเป็นการเข้าหน้า Quick setting สามารถแก้ไขเมนู setting ต่างๆตามที่เราต้องการได้ ส่วน Recent App ยังคงเหมือนเดิม สามารถเลื่อนขึ้นเลื่อนลงเพื่อเปลี่ยนแอปหรือกด clear all เพื่อปิดแอปทั้งหมดได้ เมื่อกดปุ่ม Recent app ค้างจะเป็นการทำงานแบบแบ่งสองหน้าจอ หรือถ้าเรากด Recent app 2 ทีจะเป็นการสลับใช้งานระหว่างแอปที่เปิดล่าสุด

    Album ยังคล้ายเดิมอยู่ โดยสามารถเลือกดูภาพโดยรวมหรือแยกดูแต่ละโฟลเดอร์ก็ได้ การเลือกดูรูปหลายรูปหรือทีละ 3 รูป 2 รูปในหนึ่งแถวทำได้ง่ายเพียงแค่ลากนิ้วกางเข้า/ออก หรือสามารถเลือกดูภาพแบบ Slideshow ก็ได้ การใช้งานเวลาเลื่อนดูภาพเร็วๆไม่พบอาการรอโหลดภาพอีกต่อไปเพราะเปลี่ยนมาใช้ USF Internal Memory รองรับการแชร์ภาพกับ Facebook, Picasa และ Flickr รองรับฟีเจอร์ Home Network ซึ่งการ Cast ภาพหรือวีดีโอไปแสดงบน Smart TV นั้นเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้เป็นแบบ High data rate preferred คือส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง แต่อาจจะเสียรายละเอียดภาพไปบ้างหรือ High quality preferred ซึ่งจะส่งภาพที่ความเร็วต่ำกว่า อาจจะใช้เวลาเพิ่ม แต่จะไม่เสียรายละเอียดภาพในการส่ง

    Video สามารถตั้งค่าให้เล่นแบบ Background playback และเปิด Subtitle ได้ และได้เพิ่ม Home Network เข้ามาในแอปเลย ด้านการตัดต่อวีดีโอยังมาพร้อมกับแอป Movie Creator เพื่อสามารถสร้างวีดีโอสไลด์ภาพเก๋ ๆ โชว์เพื่อนก็ได้ ผมชอบฟังก์ชั่นที่มันจะจับภาพในรอบ 1 สัปดาห์หรือ 1 เดือนมาทำวีดีโอไฮไลท์ให้เราได้ดู

    Music การใช้งานยังคล้ายเดิม แต่เปลี่ยนฉากหลังหน้า Player ให้เป็นการละลายปกอัลบั้มแทนการใช้สีแบบเดิม สามารถเลือนนิ้วจากมุมซ้ายเพื่อเข้าสู่เมนูต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Play queue, Albums, Song, Playlist หรือ Setting และยังเพิ่มบริการจาก Spotify มาให้ในแอปเลย สามารถเลือกดาวน์โหลดข้อมูลเพลงผ่าน Download Music info ได้ ในส่วนของ Audio Settings จะเป็นการเลือกเปิดฟังก์ชั่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น DSEE HX, ClearAudio+, Dynamic normaliser, S-Force Front Surround ในส่วนของ Sound Effect สามารถเลือกตั้งค่า Equalizer หรือเลือกระบบเสียงต่าง ๆ ของหูฟังได้ ในส่วนของ Accessory จะเป็นตัวเลือกของอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น Noise cancelling, LDAC, Mic sensitivity และสามารถตั้งค่า Sleep timer ได้แล้ว

    Contact และโทรศัพท์ยังคงรูปแบบเดิมไว้ สามารถ Sync รายชื่อจากบัญชี Gmail ของเราลงมาได้ สามารถเพิ่มชื่อ หรือมาร์ค Favorites คนที่โทรหาบ่อยหรือจะตั้งกลุ่มรายชื่อ

    Messages สามารถเลือกส่งเป็นกลุ่มได้สะดวกขึ้น ส่วนคีย์บอร์ดในเครื่องจะเป็นแอป Swiftkey โดยมีข้อดีที่ปรับขนาดคีย์บอร์ดได้, แถบเดาคำ และจะเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ จากที่เราพิมพ์และคอยแก้ไขให้ถูกต้องตลอด, สามารถ Cut หรือ Copy คำที่เราใช้งานบ่อยปักหมุดไว้ได้ด้วย สะดวกไม่ต้องคอยพิมพ์ซ้ำ และสามารถเปลี่ยนธีมคีย์บอร์ดได้ และยังมี Emoji แบบใหม่เพิ่มอีกหลายรูปแบบ จาก Android O อีกด้วย

    Calendar ได้เพิ่มลายกราฟิกสวย ๆ และไฮไลท์วันสำคัญและคิวนัดต่าง ๆ สามารถ Sync ตารางงานเราจาก gmail ได้โดยตรงเลย ในแต่ละเดือน

    Clock มีการปรับปรุง UI ใหม่ สามารถดูเวลาตามโซน ตั้งปลุก จับเวลาได้เหมือนเดิม Weather อิงข้อมูลจาก AccuWeather.com มาพร้อมหน้าตา UI ที่สวยงาม แอป Email สามารถ Sync และจัดการอีเมล์ต่าง ๆ ได้โดยมีฟีเจอร์ต่างๆให้เลือกใช้ครบครันครั

    Settings ได้รับการปรับปรุงใหม่ เมนูที่เคยอยู่ในหมวดออกมาอยู่ด้านหน้าเลย เพื่อความสะดวกในการเข้าถึง และเพิ่มกราฟฟิกสวย ๆ ขึ้นมาในแต่ละเมนูเพื่อสื่อให้เราเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น มการ Cast ภาพไปยังอุปกรณ์ต่างๆยังรองรับการเทคโนโลยี Screen mirroring, Cast on TV หรือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นจอย DUALSHOCK4 ได้อย่างครบถ้วน รวมถึงหน้า Theme ที่เพิ่มธีมต่างๆมาให้เลือกในหน้า Setting ได้เลย มีธีมสวยๆให้เลือกใช้มากมาย

    Assist ที่ปรับปรุง UI ให้น่าใช้มากยิ่งขึ้น โดยจะรวมเมนูต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นใช้งานเครื่อง (Introduction to Xperia) หรือเทคนิคการใช้งานต่างๆ (Xperia Tips) และโหมดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง  Xperia Actions ซึ่งช่วยปรับแต่งค่าการทำงานของสมาร์ทโฟนให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ เพื่อให้คุณใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น โดยสามารถเลือกตั้งค่าการใช้งานให้เข้ากับชีวิตเราได้มากยิ่งขึ้น โดยจะแบ่งเป็นตอนต่างๆเช่นเรานอน, ทำงาน หรือเวลาเรานั่งเครื่อง ช่วยให้สามารถใช้งาน Xperia ในสถานการณ์ต่างๆโดยที่ไม่ต้องคอยมาตั้งค่าตลอดเวลา

    ส่วนการจัดการ User & account ที่จะเป็นศูนย์รวมจัดการแอคเคาต์กับแอปต่างๆของเรา และ Lock screen & security ที่ได้เพิ่ม Google Play Protect ที่เป็นฟีเจอร์ที่มาพร้อมกับ Android O โดยจะทำการสแกนและตรวจสอบแอปต่างๆอยู่เสมอว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือแอบโหลดอะไรมาลงบ้างหรือปล่าว

    ส่วนเมนู System จะรวมการตั้งค่าระบบเบื้องต้นต่างๆ ทั้งภาษา เวลาของเครื่องหรือการ Back up อยู่ด้วยกันในเมนูเดียว Xperia Care นั้นเราสามารถเข้าไปเช็ค Product ID หรือประกันที่เหลืออยู่ได้ นอกจากนั้นสามารถเข้าไปดูข้อมูลการใช้งานต่างๆได้ผ่าน Xperia Care ได้เช่นกัน

    การเลือกโหมดแสดงผลของหน้าจอที่จะมีรูปและคลิปเปรียบเทียบให้ดูกันไปเลยว่าแต่ละโหมด ระหว่างเปิดกับปิดให้ภาพต่างกันยังไง ซึ่งโหมดนี้จะเป็นการปรับโทนสีของหน้าจอ ส่วนโหมดปรับปรุงคุณภาพสีวีดีโอจะแยกการเปิด/ปิดฟีเจอร์ X-Reality for mobile ออกไปอยู่ในหัวข้อ Video image enhancement แทน ส่วนการตั้งค่าสีหน้าจอปกติจะใช้คำว่า Color gamut and contrast แทน โดยจะเปลี่ยนการตั้งค่าเป็น 3 โหมดหลักๆคือ

  • Professional mode จะเป็นโหมดที่ใช้ sRGB ที่ 100% color gamut ซึ่งจะให้สีที่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งสะดวกเวลาเราต้องแต่รูปบนมือถือและต้องการนำรูปนั้นไปปริ้นใช้งานจริง เพราะสีที่เห็นบนจอจะใกล้เคียงสีจริงมากที่สุด น่าจะถูกใจช่างภาพที่โอนภาพจากกล้องมาแต่งบนมือถือได้โดยที่ไม่ต้องรอกลับไปแต่งที่บ้าน
  • Standard mode จะใช้เทคโนโลยี TRILUMINOS Display ในการเรนเดอร์ภาพให้มีสีสันที่สวย สดใสมากขึ้น
  • Super-vivid mode โหมดที่จะทำให้สีหน้าจอของเครื่องสดมาก เหมาะแก่การเล่นเกมหรือคนที่ชอบสีเข้มๆแบบฟลูคัลเลอร์

    ซึ่งการเลือกโหมดต่างๆนี้ถ้าเราไปปรับค่า White Balance หน้าจอในโหมดต่างๆ เมื่อเราเปลี่ยนโหมดมันก็จะจำได้ว่าตอนเราใช้โหมดนี้ เราปรับค่า White Balance หน้าจอไว้เท่านี้นะ ถ้าเราเปลี่ยนกลับมามันก็จะเปลี่ยนค่า White Balance ไว้ตามที่เราตั้งไว้ในโหมดนั้นๆ โดยไม่ต้องมาตั้งกันใหม่ Backlight control ที่จะคอยจับความเคลื่อนไหวของสายตาผู้ใช้ เพื่อไม่ให้หน้าจอดับแม้จะไม่มีการสัมผัสหน้าจอนั่นเอง สามารถตั้งค่า Text และ Display size โดยจะมีตัวอย่างให้ดูระหว่างการตั้งค่าเลย และใน Xperia XZ2 นั้นยังมาพร้อมกับโหมด One-handed mode สำหรับคนที่ไม่ถนัดใช้หน้าจอยาวๆแล้วเอื้อมยากก็สามารถย่อขนาดหน้าจอลงมาได้เหมือนกับตระกูล Ultra ของโซนี่

    สามารถตั้งค่า Notification ได้ละเอียดกว่าเดิมชนิดที่ว่าเลือกไปตั้งค่าแต่ละแอปกันได้เลย โดยสามารถกำหนดในแต่ละแอปได้เลยว่าจะให้เลือกเตือนเฉพาะแอปไหนบ้างซึ่งเราสามารถตั้งค่า Default ของแอปต่างๆว่าจะให้เปิดตัวแอปอะไร โดยจะมีหน้ารวม App permission ต่างๆให้เราดูได้ว่ามีแอปตัวไหนขอ Permission อะไรไปบ้าง

    ส่วนพื้นที่การใช้งาน Storage นั้นสามารถดูได้ว่าตอนนี้ใช้พื้นที่ไปกี่ % แล้วเหลือเท่าไร โดยสามารถกด Free up space โดยแอปจะเลือกว่ามีไฟล์ไหนที่ควรลบบ้าง ส่วนฟังก์ชั่น Smart cleaner นั้นได้ย้ายไปอยู่ในเมนู Assist แทน

   Xperia XZ2 ถือว่าเป็นการฉีกแนวการออกแบบอีกครั้งของ Sony แม้ว่าในครั้งนี้จะมีกระแสผู้ที่ไม่ชอบใจ เพราะดูไม่เหลี่ยมสมกับเป็น Xperia เท่าไร แต่หลังจากที่ลองใช้งานดู ดีไซน์นี้เป็นดีไซน์ที่ถือได้ถนัดเหมาะมือ ข้อเสียของหลังโค้งจากที่ใช้งาน ก็คงจะมีเพียงเรื่องวางเล่นกับโต๊ะแล้วชอบหมุนไปมา หรือวางบนกระจกหรือพื้นผิวลื่น ๆ เครื่องมีโอกาสไหลง่ายกว่ามือถือทั่วไป ยิ่งถ้ามีคนโทรเข้าแล้วเครื่องสั่นยิ่งมีโอกาสไหลจากจุดที่วางมากขึ้น ซึ่งตรงนี้คงไม่มีปัญหากับคนที่ชอบใส่เคสอยู่แล้วเพราะใส่เคสช่วยเรื่องพวกนี้ไปได้เยอะครับ

   ส่วนเรื่องความเร็วก็หายห่วง เป็นเพียงไม่กี่รุ่นในไทยตอนนี้ที่ใช้ชุดชิปประมวลผลตัวท็อปอย่าง Snapdragon 845 การใช้งานต่าง ๆ ลื่นไหลตามสไตล์ Sony อยู่แล้ว แบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานในหนึ่งวันได้สบาย ๆ รวมถึงรุ่นนี้ได้เพิ่ม Wireless charging มาให้ด้วย ก็สามารถเติมพลังงานให้มือถือได้สะดวกยิ่งขึ้น ใครที่ต้องหยิบขึ้นมาทำธุระบ่อย ๆ ก็ไม่ต้องคอยถอดสายอีกต่อไป กล้องถ่ายรูปแม้จะใช้เซ็นเซอร์ตัวเดิมในรุ่นก่อน แต่ก็ได้มีการปรับปรุงคุณภาพ และเพิ่มหลาย ๆ ฟีเจอร์เข้ามาไม่ว่าจะเป็น วิดีโอ 4K HDR หรือการสแกน 3D ด้วยกล้องหน้า แต่ก็ยังมีจุดที่แอบขัดใจคือการลดความละเอียดกล้องหน้าลง ซึ่งก็ยังดีที่กล้องหลังทำได้ดีขึ้น

    สำหรับราคาขายในไทยตอนนี้อยู่ที่ 25,990 บาท สามารถเลือกจับจองเป็นเจ้าของกันได้ที่ร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือเจ้าใหญ่ๆทั่วประเทศ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 สีด้วยกันคือ เงิน (Liquid Silver), ดำ (Liquid Black), เขียว (Deep Green) และ ชมพู (Ash Pink) ส่วนใครที่สนใจโปรโมชั่นอื่นๆ รอดูในงาน Thailand Mobile Expo 2018 ที่จะจัดในวันที่ 24-27 พฤษภาคมนี้ได้เลยครับ

    สำหรับใครที่เป็นเจ้าของ Xperia XZ2 แล้ว กำลังตามหาเคสสวยๆหรืออุปกรณ์เสริมสามารถเลือกซื้อกันได้ที่ SE-Update shop เลยครับ

ขอบคุณที่ร่วมแสดงความรู้สึกของคุณต่อบทความนี้ อย่าลืมที่จะแชร์ให้คนอืนได้รู้ความรู้สึกนี้ .
บอกให้เรารู้ถึงความรู้สึกหลังจากที่คุณได้อ่านบทความนี้
  • ประทับใจสุดๆ
  • ดีจังเลย
  • โกรธสุดๆ
  • เฉยๆ อ่ะ
  • รู้สึกหดหู่

Comments

comments