เมื่อปีที่แล้ว Sony ได้เปิดตัวหูฟังซีรี่ย์ 1000X ในงาน IFA2017 ที่ผ่านมา จนตอนนี้ก็ใกล้ถึง IFA2018 และ ก็ได้ฤกษ์ที่เราจะนำหูฟังสองตัวนี้มารีวิวให้ชมกันซักที ฮ่า โดยแรกเริ่มเดิมที 1000X ได้กำเนิดขึ้นครั้งแรกในชื่อ Sony MDR 1000X ซึ่งเป็นหูฟังแบบ Headset ครอบหูที่มีฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน Noise Canceling และเป็นที่ฮือฮา ทำยอดขายได้มากกว่าคู่แข่ง ทำให้โซนี่รีบเข็นโปรดักซ์ในซีรี่ย์ 1000X ออกมาอีก และวันนี้เราจะมารีวิวทั้งสองตัวนี้คือ Sony WH-1000X และ Sony WF-1000X

Sony WH-1000X (WH ย่อมาจาก Wireless Headset) หรือชื่อเต็ม ๆ คือ WH-1000X M2 เป็นตัวต่อยอดความสำเร็จของ Sony MDR-1000X โดยอัพเกรดเพิ่มฟีเจอร์ต่าง ๆ และยังมาพร้อมฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน Noise Canceling และการควบคุมที่ง่ายผ่าน Motion Sensor เช่นเคย

Sony WF-1000X (WF ย่อมาจาก Wireless Free) ตัวนี้เป็นตัวแรกของโซนี่ที่ทำหูฟัง Truely Wireless ออกมาเน้นเรื่องความคล่องตัวในการใช้งานเพราะว่าไม่มีสายมารบกวน มีกล่องเก็บหูฟังสามารถใช้ชาร์จแบตให้ตัวหูฟังได้และแน่นอนว่าเมื่อมันเป็นหนึ่งในซีรี่ย์ 1000X แล้วก็ต้องมาพร้อมฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน Noise Canceling เอาล่ะเราไปดูรีวิวของหูฟังแต่ละตัวกันเลยดีกว่า ว่ามีความน่าสนใจยังไงบ้าง

แพ็คเกจสินค้ามาในกล่องขนาดใหญ่สีขาว เมื่อสไลด์กล่องด้านในออกมาจะเป็นกล่องสีดำที่จะเป็นที่เก็บอุปกรณ์หูฟังและตัวหูฟัง โดยจะแถมเป็นกระเป๋าหนังวัสดุคุณภาพดีสำหรับใช้เก็บหูฟังเวลาเดินทางหรือไม่ได้ใช้งาน โดยในเคสจะมีช่องใส่ Jack แปลงหูฟังสำหรับใช้งานบนเครื่องบินด้วย เสียดายไม่มีช่องสำหรับเก็บสายโดยเฉพาะแต่ก็ยังสามารถม้วนสายใส่รวมภายในกล่องได้อยู่ ตัวนี้ถึงจะเป็นหูฟัง Bluetooth แต่โซนี่ก็ได้แถมสาย AUX มาให้ด้วยกรณีที่อยากเสียบสายฟังเพลงกับอุปกรณ์ต่าง ๆ และมีสายชาร์จ USB Micro B มาให้อีกหนึ่งเส้นสำหรับชาร์จไฟ

กระเป๋าหนังเก็บหูฟังถูกออกแบบมาอย่างดี ภายในถูกบุด้วยกำมะหยี่สีน้ำตาล ตัวหูฟังเวลาเก็บตั้งพับหูด้านซ้ายเข้าด้านในก็จะสามารถวางลงในกล่องได้พอดี

ดีไซน์ของหูฟังจะไม่ต่างจาก MDR-1000X มากเท่าไร ถ้าเทียบกับ Headset ทั่ว ๆ ไปอาจมีขนาดที่ใหญ่กว่านิดหน่อย เพราะมี Motion sensor ที่สามารถใช้ตัวกรอบหูฟังในการควบคุมสั่งงานได้ น้ำหนักยังพอ ๆ กับตัวก่อนที่ประมาณ 275 กรัม ใส่ทำงานได้ไม่รู้สึกหนักหัว ก้านหูฟังเป็นวัสดุโลหะยืดหยุ่นสูง แข็งแรงทนทาน ไม่ต้องกลัวหักง่าย ใช้ปรับความกว้างของหูฟังให้กว้างพอเหมาะกับสรีระหัวของแต่ละคน

ถ้าเราจะใช้กับอุปกรณ์อื่นเช่น Notebook หรือเครื่องเล่นเกมทั่วไปก็สามารถเสียบสายใช้งานได้ตามปกติ

ไมค์ตัวนี้จะมีทั้งสองข้างของหูฟังใช้ในการอัดเสียงสนทนาและใช้ในระบบตัดเสียงรบกวน Noise Canceling ด้วย

กรอบหูฟังด้านซ้ายจะมีสัญลักษณ์ NFC สำหรับใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยี NFC สามารถใช้โทรศัพท์มาแตะตรงจุดนี้เพื่อเชื่อมต่อได้อย่างง่ายดาย

ด้านซ้ายจะเป็นพอร์ตชาร์จไฟใช้หัวชนิด USB Micro B โดยด้านข้างจะเป็นไฟแสดงสถานะการชาร์จถ้าเป็นสีเขียวแสดงว่าแบตเตอรี่เต็มแล้ว ส่วนรู AUX ด้านขาวนั้นจะไว้เสียบสายหูฟังกรณีที่ไม่ต้องการฟังเพลงแบบไร้สาย

ตัวปุ่มจะมีปุ่มควบคุมมาให้สองปุ่มคือปุ่ม Power ทำหน้าที่เปิด/ปิดการใช้งาน และเมื่อกดเปิดค้างไว้ประมาณ 5 วินาทีจะเป็นการเข้าสู่ Pairing mode ซึ่งจะไว้ใช้ในการจับคู่ใช้งานกับอุปกรณ์ใหม่ ๆ ส่วนปุ่มด้านบนคือ NC/AMBIENT ซึ่งจะไว้ปิด/เปิดการทำงานของฟังก์ชั่นนี้ โดยตัวปุ่มจะมีขีดเล็ก ๆ ขนาดต่างกันให้เราสัมผัส เวลากดใช้งานตอนครอบหูอยู่จะได้ไม่กดพลาด

แบตเตอรี่ถูกปรับปรุงใหม่ให้ใช้งานได้ยาวยิ่งขึ้น สามารถใช้งานได้ถึง 38 ชั่วโมงเลยทีเดียว (สามารถใช้งานได้ 30 ชั่วโมงถ้าเปิดฟังก์ชั่น Noise Canceling ไปด้วย) และสามารถเปิด Standby ได้นานถึง 200 ชั่วโมง

Sony Headphone Connect เป็นแอปที่ไว้ใช้จัดการฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของหูฟังให้ใช้งานได้สะดวก

Adaptive Sound Control หรือก็คือตัว Sense Engine ตัวนี้จะทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ของมือถือเพื่อตรวจสอบว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่ เรานั่งอยู่เฉย ๆ เดินอยู่ หรืออยู่บนรถ ซึ่งจะไปสั่งงานให้โหมด Ambient Sound Control จัดการปรับฟังก์ชั่น Noise Canceling ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานอีกที และตัวแอปนี้ยังใช้เป็นส่วนที่ไว้จัดการตรวจสอบและติดตั้งการอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ของตัวหูฟังอีกด้วย

ตัว Adaptive Sound Control เรายังสามารถตั้งค่าในแต่ละอริยบทของเราได้อีกด้วยว่าจะให้ตัดเสียงรบกวนในรูปแบบใดบ้าง อย่างในรูปแรกตอนที่เราเดินหรือวิ่งอยู่ผมจะตั้งค่าให้มีเสียงภายนอกเข้ามาด้วยทั้งเสียงผู้คนหรือเสียงรถเผื่อว่ามีอันตรายพุ่งเข้ามาเราได้ทำการหลบหลีกทัน หรืออย่างรูปที่สองถ้าเรานั่งอยู่กับที่ผมอาจจะตั้งให้ตัดเสียงรบกวนภายนอกให้มากยิ่งขึ้น สังเกตได้จากรูปคนหรือรถจะเริ่มจางลง หรือจะเปิดให้ตัดเสียงรบกวนแบบ 100% เลยก็ได้ ส่วนเวลาขึ้นรถยนต์หรือนั่งรถไฟผมก็จะติ๊กตรง Focus on Voice เพื่อให้ได้ยินแค่เสียงพูดบอกสถานีที่จะถึงก็พอ ใส่หูฟังทีไรชอบนั่งเลยสถานีตลอด ฮ่า

Noise Canceling Optimizer จะเป็นการวิเคราะห์รูปแบบใบหูของเราเพื่อสามารถจัดการเรื่องการตัดเสียง Noise Canceling ให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยตัวหูฟังจะปล่อยคลื่นเสียงออกมาเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการสวมใส่และใบหูของเรา รวมถึงถ้านั่งเครื่องบินอยู่ก็จะวิเคราะห์ความกดอากาศด้วย ส่วนฟีเจอร์ Sound Position Control ไว้สำหรับปรับให้เสียงเพลงไปอยู่ที่ด้านใดด้านหนึ่งเพื่อที่เราจะได้ยินเสียงรอบ ๆ ตัวได้

Equalizer ยังสามารถปรับได้ตามใจชอบเช่นเคย สามารถเลือกระดับ Clear Bass ได้ หรือจะปรับแบบตั้งค่าสำเร็จรูปมาแล้วก็ได้ เพื่อให้สเตจของเสียงเปลี่ยนไปในรูปแบบต่าง ๆ เช่น Outdoor stages, Clubs, Halls หรือ Arenas และยังมาพร้อม DSEE HX ซึ่งจะช่วยปรับเสียงเพลงของไฟล์เสียงทั่ว ๆ ไปให้มีความละเอียดเข้าใกล้ Hires มากยิ่งขึ้น และสามารถเลือก Sound Quality Mode ได้ว่าเราต้องการคุณภาพของเสียงที่ดีที่สุด หรือจะให้คุณภาพลดลงหน่อย แต่สัญญาณสามารถส่งได้ไกลขึ้น

ตัวหูฟังมาพร้อมเทคโนโลยี Bluetooth 4.1 รองรับ aptx HD และ LDAC ซึ่งจะช่วยให้ส่งสัญญาณเสียง Hires ผ่านเทคโนโลยี Bluetooth ได้ แต่จะต้องใช้คู่กับอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยีนี้ด้วยเช่นกัน เช่นมือถือ Xperia ของโซนี่เป็นต้น

Specification

  • DRIVER UNIT   40mm, dome type (CCAW Voice Coil)
  • MAGNET     Neodymium
  • FREQUENCY RESPONSE      4 Hz-40,000 Hz
  •  FREQUENCY RESPONSE (BLUETOOTH® COMMUNICATION)      20 Hz–20,000 Hz (44.1 kHz Sampling)/20 Hz–40,000 Hz (LDAC 96 kHz Sampling, 990 kbps)
  • BATTERY CHARGE TIME      ประมาณ 4 hrs
  • BATTERY LIFE (เล่นเพลงต่อเนื่อง)      สูงสุด 30 ชม. (NC ON), สูงสุด 38 ชม. (NC OFF)
  • BATTERY LIFE (สแตนด์บาย)      สูงสุด 40 ชม. (NC ON), สูงสุด 200 ชม. (NC OFF)
  • SUPPORTED AUDIO FORMAT(S)     SBC, AAC, aptX, aptX HD, LDAC
  • Support     S-MASTER HX, DSEE HX, LDAC

อีกจุดเด่นของ WH 1000X M2 อย่าง Motion Sensor ที่ช่วยให้เราสามารถควบคุมได้ผ่านกรอบหูฟังด้านขวาได้อย่างสะดวก เช่นการเคาะสองครั้งเป็นการ เล่น/หยุด เพลงหรือรับสายโทรศัพท์ เอานิ้วถูขึ้นด้านบนเป็นการเพิ่มเสียง ถูลงด้านล่างเป็นการลดเสียง หรือการปัดนิ้วไปด้านหน้าเป็นการเล่นเพลงถัดไป ปัดไปด้านหลังเป็นการเล่นซ้ำ/เล่นเพลงก่อนหน้า ทำให้สามารถควบคุมการสั่งงานได้สะดวก แทบไม่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาเปลี่ยนเพลงหรือต้องคลำหาปุ่มบนหูฟังให้ลำบาก

และยังสามารถใช้มือกุมกรอบหูฟังด้านขวาเพื่อใช้ Quick Attention ดูดเสียงภายนอกเข้ามาแล้วเบาเสียงเพลงลงกรณีที่เราต้องฟังหรือคุยกับคนอื่น เพราะถ้าใช้หูฟังตัวอื่นถึงเราจะกดหยุดเพลง เราก็ต้องถอดหูฟังออกจากหูเพราะเสียงภายนอกเข้ามาน้อยมาก แต่กับตัวนี้ต่อให้คนที่เราคุยด้วยพูดค่อย ๆ เราก็ได้ยินชัดเลยล่ะ

หูฟังยังคงสไตล์เสียงแบบโซนี่ คือฟังสนุก เสียงร้อง เสียงกลางแหลมทำออกมาได้ดี เหมาะกับการฟังเพลงทั่ว ๆ ไปเวทีเสียงกว้างระบุตำแหน่งเสียงดนตรีต่าง ๆ ได้ชัดเจนเบสกระแทกได้กลางกำลังดี ไม่แน่นจนกลบเสียงร้องหรือดนตรีอื่น ๆ

 

มาต่อกันที่อีกตัวกับหูฟัง Truely Wireless ตัวแรกของโซนี่กับ Sony WF-1000X ซึ่งจะเป็นหูฟังที่หูซ้ายและหูขวาแยกออกจากกันอย่างอิสระ ไม่มีตัวสายเชื่อมหูฟังเข้าด้วยกันทั้งสองข้างเหมือนหูฟังบลูทูธทั่ว ๆ ไปและแน่นอนว่าในเมื่อมันเป็นซีรี่ย์ 1000X อีกจุดเด่นของมันก็คือมีฟังก์ชั่นการตัดเสียงรบกวน Noise Canceling มาด้วยนั่นเอง

ตัวหูฟังและเคสเก็บหูฟังจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก เทียบกับมือถือแล้วจะมีขนาดที่เล็ก พกพาสะดวกตัวเคสออกแนวเรียวยาว ใส่ในกระเป๋ากางเกงได้ไม่ต้องกลัวว่าตัวเคสจะดันจนตุงออกมา โดยในแพ็คเกจจะแถมจุกหูฟังมาให้เปลี่ยน 3 ขนาดด้วยกัน และมีตัว Ear Hook ซึ่งจะช่วยให้ล็อคตัวหูฟังเข้ากับใบหูของแต่ละคนมาให้เปลี่ยนไซส์ด้วย เพื่อที่จะสามารถใช้งานกับใบหูขนาดต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก

ตัวเคสทำมาจากอลูมิเนียมแข็งแรงทนทาน มีขนาดประมาณ 103.0 x 42.6 x 24.5 มม. น้ำหนักตัวหูฟังจะอยู่ที่ 6.8 กรัม หรือถ้ารวมกับตัวเคสเก็บด้วยก็จะหนักเพียง 70 กรัมเท่านั้น ตัวกล่องมีจุดอธิบายการเก็บตัวหูฟังซ้ายและขวาชัดเจน การจัดเก็บทำได้ง่ายเพียงใส่หูฟังเข้าล็อคและทำการกดเล็กน้อยให้แนบสนิท

ตัวหูฟังเวลาอยู่ในเคสขณะชาร์จไฟจะเป็นสีแดง ถ้านำออกจากเคสก็จะทำการเปิดและเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เราทำการเชื่อมต่อล่าสุดไว้โดยอัตโนมัติ โดยตัวควบคุมหลัก ๆ จะเป็นตัวซ้ายที่จะไว้เปิดปิดการทำงาน สามารถเชื่อมต่อผ่าน NFC จากตัวเคสเก็บหูฟังได้เลย หรือถ้าอุปกรณ์ที่เราจะเชื่อมต่อไม่รองรับ NFC ก็สามารถกดปุ่ม Power ที่หูฟังด้านซ้ายเพื่อทำการเปิดค้างไว้ 5 วินาทีเพื่อเข้าสู่ Pairing mode ได้เช่นกัน

ตัวนี้จะใช้แอปควบคุมเดียวกับ WH 1000X M2 เลยก็คือ Sony Headphone Connect การใช้งานแอปทั่วไปก็จะคล้าย ๆ กันจะมีแค่บางฟีเจอร์เท่านั้นที่ถูกปรับปรุงแตกต่างกันออกไปตามหูฟังที่เรานำมาเชื่อมต่อ

ตัวแอปจะรูปร่างหน้าตาไม่ต่างจากเดิม ด้านบนจะโชว์ตัวหูฟังที่เราเชื่อมต่อ มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Adaptive Sound Control เช่นเคย สามารถปรับตั้ง Equalizer ตามโหมดที่เราต้องการได้ และสามารถเลือก Sound Quality Mode ได้ว่าเราต้องการคุณภาพของเสียงที่ดีที่สุด หรือจะให้คุณภาพดรอปลงหน่อย แต่สัญญาณสามารถส่งได้ไกลขึ้น

Ambient Sound Control ยังสามารถเลือกตั้งค่าตามสถานการณ์การใช้งานต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม ไม่ว่าจะนั่งอยู่กับที่ เดิน วิ่ง หรือนั่งอยู่บนรถ แต่ว่าจะไม่สามารถเลือกเป็นสเกลแบบ WH-1000X ได้ โดยจะให้เราเลือกได้แค่สามโหมดคือ

  • Noise Canceling จะเป็นการตัดเสียงรบกวนทั้งหมด
  • Ambient Sound – Voice Mode จะโฟกัสแค่เสียงคนเท่านั้น
  • Ambient Sound – Normal Mode จะให้เสียงต่าง ๆ รอบตัวเราเข้ามาในหูฟังด้วย

การชาร์จแบตเตอรี่จะใช้การชาร์จผ่าน USB Micro B ทางด้านหลังของตัวเคส ใช้เวลาชาร์จทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมงกับเคส หรือประมาณ 3 ชั่วโมงกับเคสที่มีชุดหูฟังอยู่ภายใน

ตัวหูฟังจะมาในขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ออกแนวป้อม ๆ เล็กน้อย ที่เห็นเป็นขั้วทองแดงสองขั้วนั้นจะใช้สำหรับจ่ายไฟจากเคสเก็บหูฟังไปชาร์จตัวหูฟัง และตัวนี้ไม่กันน้ำนะ อย่าเผลอไปใส่ออกกำลังกายหนัก ๆ หรือใส่ตากฝนล่ะ เพราะเหงื่อหรือน้ำอาจทำอันตรายกับตัวหูฟังได้

Specification

  • DRIVER UNIT   6mm, dome type (CCAW Voice Coil) ( Driver)
  • MAGNET     Neodymium
  • FREQUENCY RESPONSE      4 Hz-40,000 Hz
  •  FREQUENCY RESPONSE (BLUETOOTH® COMMUNICATION)      20 Hz–20,000 Hz (44.1 kHz Sampling)/20 Hz–40,000 Hz (LDAC 96 kHz Sampling, 990 kbps)
  • BATTERY CHARGE TIME     ประมาณ 1.5 ชม.
  • BATTERY LIFE (เล่นเพลงต่อเนื่อง)     สูงสุด 3 ชั่วโมง (เปิด NC) / สูงสุด 3 ชั่วโมง (ปิด NC)
  • BATTERY LIFE (สแตนด์บาย)     สูงสุด 8 ชั่วโมง (เปิด NC) / สูงสุด 35 ชั่วโมง (ปิด NC)
  • SUPPORTED AUDIO FORMAT(S)     SBC, AAC, aptX, aptX HD, LDAC
  • Support     S-MASTER HX, DSEE HX, LDAC

โทนเสียงของหูฟังตัวนี้ก็ยังคงสไตล์ฟังสนุกเช่นเคย เบสกระแทกเป็นลูก ๆ กำลังดี ไม่หนักมากจนกลบเสียงอื่น เสียงร้องใส มิติการแยกชิ้นดนตรีทำได้ดี รายละเอียดเสียงมาเกือบครบ

การพกพาไปใช้นอกสถานที่ทำได้สะดวก แต่ก็ยังเจอปัญหาเรื่องคลื่นรบกวนเวลานำไปใช้งานในห้างหรือที่ ๆ มีการปล่อยสัญญาณบลูทูธเยอะ ก็จะมีอาการเสียงหูฟังด้านขวาหลุดแบบติด ๆ ดับบ้างบางครั้ง หรือเวลาใช้งานกับคอมพิวเตอร์ลองใช้งานเชื่อมต่อกับ Notebook ก็จะเจอปัญหาเสียงดีเลย์เวลาดู Youtube เสียงจะดีเลย์จากภาพเล็กน้อย หรือการใช้งานกับสมาร์ทโฟนหรือ iPad นั้นไม่เจอปัญหาเสียงดีเลย์จากการดู Youtube แต่การดูวีดีโอจากเว็บอื่น ๆ ยังคงเจอปัญหาเสียงไม่ตรงกับภาพอยู่บ้าง หรือการเล่นเกมก็ยังคงเจอปัญหาเสียงดีเลย์อยู่เช่นกัน

หลังจากลองใช้งานทั้งสองตัวนี้มาซักพัก ถือว่าเป็นการเปิดซีรี่ย์เพื่อเจาะกลุ่มตลาดใหม่ ๆ ของโซนี่ได้เป็นอย่างดีเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ และทำให้การตัดเสียงรบกวนสามารถใช้งานในชีวิตจริงได้ดีขึ้น จากแต่ก่อนที่เวลาเปิดก็คือจะตัดเสียงรบกวนออกไปทั้งหมดจนเราไม่ได้ยินอะไรรอบ ๆ โซนี่ก็ได้สร้าง Sense Engine ขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานและปรับตั้งค่าได้ง่ายขึ้น เสียงของตัวหูฟังทำออกมาได้ฟังสนุก เข้าได้กับทุกแนวเพลง และด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์สวยงาม ไม่โค้งมนจนเกินไปมีสไตล์การเล่นเหลี่ยมแบบญี่ปุ่นผสมอยู่ สำหรับใครที่กำลังหาหูฟังตัวใหม่ไว้ใช้งาน หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยเพื่อน ๆ ตัดสินใจในการซื้อหูฟังสองตัวนี้ได้ง่ายขึ้นนะครับ

สามารถหาซื้อสินค้าได้จาก SE-UPDATE Shop ตามลิงค์ด้านล่างได้เลย

Sony WH-1000X M2 ราคา 13,990 บาท

Sony WF-1000X ราคา 7,490 บาท

ขอบคุณบริษัท โซนี่ ประเทศไทย ที่สนับสนุนอุปกรณ์ในการทดสอบครับ

ขอบคุณที่ร่วมแสดงความรู้สึกของคุณต่อบทความนี้ อย่าลืมที่จะแชร์ให้คนอืนได้รู้ความรู้สึกนี้ .
บอกให้เรารู้ถึงความรู้สึกหลังจากที่คุณได้อ่านบทความนี้
  • ประทับใจสุดๆ
  • ดีจังเลย
  • โกรธสุดๆ
  • เฉยๆ อ่ะ
  • รู้สึกหดหู่

ชื่นชอบ Gadget และเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นชีวิตจิตใจ พยายามหาอุปกรณ์ใหม่ เพื่อช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น